- ปราบปรามคอรัปชั่นของข้าราชการ
และโจรสลัดดัชขยายการปกครองไปทั่วดินแดนอินโดนีเซียและเก็บเกี่ยวพืชผลทางเกษตร
การแสวงหาผลประโยชน์โดยปราศจากความเมตตา
เมื่อดัชย้ายศูนย์กลางการปกครองและการค้าไปอยู่ปัตตาเวีย การปกครองเข้มงวดและรัดกุมมากขึ้น ทำให้ดัชได้เกาะชวาทั้งหมด
และมีอิทธิพลทางการค้าและการเมืองเหนือหมู่เกาะเครื่องเทศ ยกเว้นเพียงมาคัสซาร์
ความเสื่อมของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา การแข่งขันทางด้านการค้าในยุโรป
การขยายการค้าเกินกำลัง V.O.C. ขยายตัวทางการค้าเข้าไปใน จีน
ญี่ปุ่น อินเดีย ทำให้มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การค้าในจีนขาดทุ่น
ประกอบกับสินค้าเครื่องเทศลดความนิยมลง ความต้องการสิ่งทอ จากอินเดีย และ
ใบชาจากจีนเพิ่มขึ้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชชนิดใหม่เช่นชา กาแฟ
แทนการปลูกเครื่องเทศในหมู่เกาะชวา ตั่งแต่บันทัมถึงมาธะรัม
จำกัดการเพาะปลูกเครื่องเทศให้น้อยลง คือ ให้ปลูกได้ครอบครัวละไม่เกิน ๕ ต้น
ใครปลูกมากจะถูกจำคุก (ศิวพร ชัยประสิทธิกุล, ผศ., ๒๕๓๐ : ๘๐) แต่ก็ไม่สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้ การผูกขาดการค้า ดัชไม่คำนึงถึงผลประโยชน์
ไม่สนใจสวัสดิการของชาวพื้นเมือง เอารัดเอาเปรียบชาวพื้นเมือง
ให้ค่าจ้างแรงงานพื้นเมืองถูก ให้ราคาสินค้าต่ำ
ขายสิ้นค้าอุปโภคบริโภคให้ชาวพื้นเมืองแพงการผูกขาดทางการค้าไม่ได้ผลเท่า
ที่ควรเนื่องจากมีอังกฤษและพ่อค้าชาวอาหรับเป็นคู่แข่ง
อังกฤษและฝรั่งเศสหันมาส่งเสริมคนพื้นเมืองในอาณานิคมของตน
เพาะปลุกค้าขายแข่งกับฮอลันดา ทำให้รายได้ของฮอลันดาลดลง
ผลจากควบคุมการผลิตไม่ให้ผลผลิตมากเกินไป สิ้นค้าเครื่องเทศลดความนิยมลง
การผลิตต้องถูกควบคุมโดย V.O.C. กดราคาสินค้าให้ต่ำ
คนพื้นเมืองไม่พอใจต่อการบังคับการเพาะปลูก ต้องทำงานหนัก
ไม่มีเสรีภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงเกิดการก่อกบฏ อีกทั้งเกิดปัญหาโจรสลัด
และการลักลอบขายสินค้า ดัชต้องเสียเงินอย่างมากในการปราบปราม เกิดปัญหาทุจริตในแวดวงราชการ ข้าราชการได้เงินเดือนน้อยจึงต้องมีการติดสินบน
แอบค้าขาย หารายได้ส่วนตัว และโกงบริษัทด้วยวิธีต่าง ๆ
เช่นซื้อสิ้นค้าจากคนพื้นเมืองถูก ๆ ทั้ง ๆ ที่ดัชให้ราคาถูกอยู่แล้ว
แต่กลับเบิกจากบริษัทแพงกว่าราคาซื้อ โกงตาชั่งน้ำหนัก ฯลฯ
ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการปราบปราม การมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น
จึงมีค่าใช่จ่ายมากขึ้นเนื่องจากการขยายดินแดนและควบคุมดินแดนต่าง ๆ
จ้างข้าราชการมากขึ้น มีการก่อกบฏหลายครั้ง รัฐเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงในยุโรป สงครามปฏิวัติอเมริกา และ
การปฏิวัติฝรั่งเศส ทำให้เศรษฐกิจยุโรปชะงักงัน V.O.C. เสียผลประโยชน์ทางการค้า
การจ่ายเงินคืนกำไรให้หุ้นส่วนมาก ทั้งที่บริษัทใกล้จะขาดทุน
เพราะกลัวหุ้นส่วนถอนหุ้น ในที่สุด บริษัท V.O.C.
ต้องล้มละลายลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๗๙๙
รัฐบาลฮอลันดาต้องเข้ามารับภาระในการชำระหนี้สิน มีการส่งข้าหลวงใหญ่เข้ามาปกครองอาณานิคม
ทำการปฏิรูปการปกครองใหม่ แต่เมื่อเกิดสงครามนโปเลียนในยุโรป ค.ศ. ๑๘๑๑ – ๑๘๑๖ ฮอลันดาต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส อังกฤษจึงต้องเข้ามาดูแลชวา
และ หมู่เกาะเครื่องเทศชั่วคราว ภายใต้การปกครองของบริษัทอินเดียตะวันของอังกฤษ
ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๑๑ – ๑๘๑๖ เซอร์ โทมัส แสตนฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stanford
Reffles) นายผลผู้ว่าการชวาและเมืองขึ้นอื่น ๆ
ได้แนะนำวิธีการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง การค้าทาสได้ถูกสั่งห้าม
ซึ่งในขณะนั้นชาวต่างชาติมักจะมีทาสไว้ครอบครอง ระบบการเช่าที่ดินได้ถูกนำมาใช้แทนกองทหาร
(สถานเอกอัคราชทูตอินโดนีเซีย, ๒๕๒๒ : ๒๖)
ยกเลิกการผูกขาดการค้าและการบังคับการเพาะปลูก ฟื้นฟูอำนาจสุลต่าน แบ่งชวาออกเป็น
๑๐ เขต มีผู้ปรกครองแต่ละเขตทำหน้าที่บริหารราชการ และทำหน้าที่ตุลาการ
เรียกเก็บรายได้ให้รัฐบาล
การปกครองของรัฐบาลฮอลันดารอบที่ ๒ ภายหลังสงครามนโปเลีย ค.ศ. ๑๘๑๖
อังกฤษคืนชวาให้กับดัช ดัชกลับเข้ามาปกครองอินโดนีเซียอีกครั้ง
ซึ่งสถานะทางการเงินยังทรุดหนัก การค้าในหมู่เกาะอินโดนีเซียไม่มั่นคง
รัฐบาลฮอลันดาจึงเข้าปกครองชวา และหมู่เกาะเครื่องเทศอย่างใกล้ชิด และพยายามแทรกแซงการปกครองภายใน
ทำให้อินโดนีเซียตั่งแต่ ค.ศ. ๑๘๑๖ ถึง ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑
ต้องตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดาอย่างสมบูรณ์ (ศิวพร ชัยประสิทธิกุล, ผศ., ๒๕๓๐ : ๘๓)
รัฐบาล ฮอลันดาได้จัดตั้งคณะข้าหลวงเข้ามาปกครองอินโดนีเซีย
โดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญปกครองอาณานิคนที่เรียกว่าRegerrings-reglement รัฐบาลฮอลันดาได้ทดลองปกครองแบบเสรีนิยมที่แรฟเฟิลส์ได้วางเอาไว้
และมีนโยบายสงเสริมสวัสดิการของชาวพื้นเมืองให้ดีขึ้นเนื่องจากแรกงกดดันของ
พวกเสรีนิยมในยุโรป ดัชได้ปรับเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบเสรีนิยมคือ
๑. การเสียภาษีที่ดิน จะเสียเป็นเงินหรือผลผลิตดก็ได้
เก็บเงินเป็นหมู่บ้านหัวหน้าเป็นผู้เก็บ
๒. ยกเลิกการบังคับการทำงาน การทำงานจะได้รับค่าตอบแทน
๓. ยกเลิกเรือลาดตะเวน กำหนดให้ปลูกพืชบางชนิดเพื่อหารายได้เข้ารัฐ
๔.ใช้ระบบการศาลยุติธรรมแบบยุโรป
และแบบพื้นเมืองผสมผสานกันตามแบบที่แรฟเฟิลส์วางไว้
๕. มีการปฏิรูปการปกครองอย่างแข็งขัน
ป้องกันมิให้ชาวพื้นเมืองถูกขูดรีด เช่นออกกฎหมายห้ามชาวยุโรปปลูกกาแฟ
ห้ามชาวยุโรปเช้าที่ดินจากชาวพื้นเมือง
๖. โจฮันเนส แวน เดน บอส (Johannes
Van der Bosch) ได้เสนอระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรม (Culture
system) คือระบบบังคับการเพาะปลูก ในปี ค.ศ. ๑๘๓๔ - ๑๘๗๗
โดยอาศัยวัฒนธรรมเดิมของชาวพื้นเมืองที่เคารพเชื่อฟังสุลต่าน
เพราะสุลต่านเป็นผู้นำทางการปกครองและทางศาสนา มีการกำหนดข้อตกลงกับสุลต่าน
ประชาชนปลูกพืชตามที่ยุโรปต้องการ ดัชได้ประโยชน์จากระบบนี้มาก
สถานะทางการเงินดีขึ้น
ระบบวัฒนธรรม
เป็นระบบควบคุมหน่วยการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเกื้อหนุนระบบการเพาะปลูกแบบบังคับและระบบบรรณราการ
แบบเก่าของรัฐต่าง ๆ ในชวา
ซึ่งได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดให้สอดคล้องกับมาตรการการปกครองทาง
ภาษีแบบอาณานิคม
ที่ดัชพยายามประยุกต์ให้สอดคล้องกับพื้นฐานของวัฒนธรรมและประเพณีการปกครอง
ของสังคมชาวพื้นเมืองอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เพื่อให้ระบบวัฒนธรรมการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสามารถก่อให้เกิดผลผลิตทางการ
เกษตรเพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลกที่มีมากขึ้นตลอดเวลา
ระบบวัฒนธรรมจะดำรงอยู่ได้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการควบคมการผลิตโดยตรงและมี
ประสิทธิภาพมากที่สุด ระบบวัฒนธรรมจะควบคุมพืชเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ตามระบบที่ V.O.C.
เคยปฏิบัติมาแล้วในอดีต
พร้อมกับเน้นประสิทธิภาพในการจัดการทางด้านแรงงานและที่ดินให้มีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้น กล่าวโดยสรุป
ระบบวัฒนธรรมคือผลลัพธ์ของการฟื้นฟูอิทธิพลของลัทธิพานิชยกรรมนิยม (Liberalism)
ในการประกอบการทางเศรษฐกิจ ทั่วดินแดนต่าง ๆ ของดัชนั่นเอง (ภูวดล
ทรงประเสริฐ, ๒๕๓๙ : ๑๖๕)
หลักการของระบบวัฒนธรรม (การบังคับเพาะปลูก)
ชาวพื้นเมืองสามารถให้ชาวยุโรปเช่า หรือขายที่ดินได้
โดยเจ้าของที่ดินจะต้องกันที่ ๑ ใน ๕ สำหรับปลูกพืชผลตามที่รัฐกำหนด เช่น คราม
อ้อย กาแฟ ยาสูบ ฝ้าย เป็นต้น ๑ ใน ๕ ของที่ดินนั้น กันไว้เพื่อเสียภาษีเป็นผลผล
๑. ต้องปลูกข้าวตามจำนวนที่รัฐกำหนด
พืชผลที่จะส่งไปศูนย์ชั่งน้ำหนัก เมื่อหักค่าเช่าและภาษีแล้ว
ส่วนที่เหลือรัฐจะจ่ายให้ในราคาที่ต่ำ แต่ถ้าพืชผลประสบความเสียหายเนื่องจากภัยธรรมชาติ
รัฐบาลจะเก็บพืชผลเฉพาะฤดูที่ไม่เสียหายเท่านั้น
๒.การเพาะปลูกของประชาชน ต้องปฏิบัติตามแนวทางของผู้ควบคุม
และข้าราชการฮอลันดา ๓.มีการแบ่งแรงงาน ส่วนหนึ่งทำงานเพาะปลูก
อีกส่วนหนึ่งทำการเก็บสินค้าและทำการขนส่ง เพื่อกระจายแรงงานออกไป
ทำให้รัฐบ้างและทำให้ที่ดินของตนเองบ้าง
๔.เน้นความสำคัญในการตกลงกับประชาชน
ควบคู่กับเอาวิธีการบีบบังคับมาใช้ และขอความร่วมมือจากนายทุน
ข้อดี
๑. วิธีบังคับการเพาะปลูก ทำให้ชาวพื้นเมืองมีความรู้ความเจริญด้านการเกษตรกรรม
มีผลผลิตทางการเกษตรมากที่สุด ฮอลันดามีผลกำไรมากมาย
๒. อัมเตอร์ดัม กลายเป็นตลาดที่สำคัญของสินค้าจากอินโดนีเซีย
โดยเฉพาะเครื่องเทศและพืชผักเมืองร้อน ฮอลันดา กลายเป็นอันดับที่ ๓
ในการขนส่งรองจากอังกฤษ และ ฝรั่งเศส ฮอลันดาสามารถใช้หนี้สินได้
ฐานะทางการเงินดีขึ้น
๓. โดยทั่ว ๆ ไป ผู้คนมีฐานะดีขึ้น ประชากรเพิ่มขึ้นถึง ๓ เท่า
ข้อเสีย
๑. เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทารุณชาวพื้นเมือง ชาวพื้นเมืองต้องทำงานหนัก
เป็นการบังคับใช้แรงงานในระบบทาส ชาวนาต้องเสียภาษีที่ดิน
๒. ผู้คนไม่มีสิทธิเสรีภาพในการเพาะปลูก
๓. รายได้จากการเพาะปลูกพืชรัฐเอาไปหมด ส่วนแบ่งที่คนพื้นเมืองได้
ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
๔. คนพื้นเมืองค้าขายไม่เป็น คนกลายเข้ามาทำการค้าขาย
กลายเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซีย
๕. ขาดการอุตสาหกรรม ทำให้ขาดดุลทางการค้า
เพราะต้องซื้อของจากต่างประเทศ เงินที่ลงทุนคือเงินของรัฐบาลฮอลันดา
ฮอลันดาควบคุมเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด
การ ปกครองของดัชสร้างปัญหาให้กับอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะระบบบังคับการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เกิดปัญหาการขาดแคลนข้าว
เพราะที่ดินที่ควรจะนำมาปลูกข้าวเพื่อใช้บริโภคกลับถูกนำไปปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น
อ้อย ผู้คนค้าขายไม่เป็น สภาพชีวิตของผู้คนแย่ลง กลุ่มเสรีนิยมได้โจมตีระบบนี้อย่างหนัก
เกิดขบวนการชาตินิยม เกิดการก่อกบฏชองชาวพื้นเมืองไปทั่วภูมิภาค ในปี ค.ศ. ๑๙๑๙
ระบบนี้ได้ถูกยกเลิกเป็นการถาวร
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
อินโดนีเซียได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ประเทศได้ตกอยู่ในภาวะยากเข็ญ เกิดการเรียกร้องเสรีภาพและเอกราชในการปกครองตนเองทั่วอินโดนีเซีย
บุคคลที่มีความสำคัญในการเรียกร้องเอกราชคือ ดร. ซูการ์โน และ ดร.โมฮามัด อัตตา
ในที่สุด ชาวอินโดนีเซียก็ประสบความสำเร็จ
สามารถก่อตั้งสาธารณะรัฐอินโดนีเซียอย่างสมบูรณ์ หลังจากประกาศเอกราชในวันที่ ๑๗
สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙
สาเหตุการเสื่อมอำนาจของฮอลันดา
ฮอลันดาเป็นนชาติที่มีความสามารถมากในการต่อเรือและการเดินเรือ
ฮอลันดาซึ่งเดิมอยู่ใต้อำนาจของสเปน สามารถปลดแอกจากสเปนได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๑
จึงได้ทำการค้ากับประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเหนือ โดยผ่านเมืองลิสบอน
เมืองหลวงของโปรตุเกส
จนกระทั่งเมื่อสเปนและโปรตุเกสประกาศว่าไม่ยอมให้ฮอลันดาทำการค้าขายด้วย
ทำให้ฮอลันดาต้องเปลี่ยนทิศทางมายังหมู่เกาะเครื่องเทศ
โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำการค้าเครื่องเทศกับภูมิภาคเอเซีย
ตะวันออกเฉียงใต้ไม่คิดที่จะทำการเผยแผ่คริสต์คาสนาเช่นเดียวกับสเปนและโปรตุเกส
ฮอลันดาสนใจทางการค้ามากกว่าการเข้าปกครองดินแดนนั้น ๆ
ฮอลันดามีบริษัทการค้ามากมายและ ใน พ.ศ. ๒๑๔๕ บริษัทการค้าของฮอลันดาประมาณ ๕๐
บริษัท ได้รวมตัวกันจัดตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา
นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบบอาณานิคมสมัยใหม่ที่อาศัยการค้าเป็นสำคัญ
บริษัทเหล่านี้เป็นกึ่งราชการ มีอำนาจทางการค้า การเมือง การปกครอง
การตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนการทำสงครามและการทำสนธิสัญญา
มีการสร้างป้อมปราการและมีกองทหารประจำบริษัท
บริษัทของออลันดาได้เปรียบกว่าบริษัทของชาติคู่แข่งในเวลานั้น พ.ศ. ๒๑๖๒
ฮอลันดาได้ครอบครองเมืองปัตตาเวีย (เมืองจาร์กาตาในปัจจุบัน) ในเกาะชวา และใน พ.ศ.
๒๑๘๔ ได้เข้ายึดมะละกาของโปรตุเกส ต่อมาได้ขยายสถานีการค้าไปในเกาะชวา สุมาตรา
หมู่เกาะโมลุกกะ เกาะบอร์เนียว เซลีเบส ตลอดจนแหลมมลายู
การ ที่มีอำนาจผูกขาดในหมู่เกาะอินดีสตะวันออก
ในขณะที่ชาวพื้นเมืองรบพุ่งกันอยู่ได้เปิดโอกาสให้ฮอลันดาเข้าแทรกแซงกิจการ
ภายในและขยายอิทธิพลของตนได้สะดวกขึ้น
ต่อมาบริษัทเสื่อมลงเนื่องจากเกินการฉ้อโกงในบริษัท
เจ้าหน้าที่ของบริษัททำการค้าขายส่วนตัวทำให้บริษัทขาดทุนและมีหนี้สินมาก รัฐบาลจึงยุบบริษัทและเข้าปกครองหมู่เกาะอินดีสตะวันออกโดยตรง
สาเหตุที่ทำให้อำนาจทางการค้าของฮอลันดาเสื่อม มีดังนี้
1.
การเข้ามาขยายอิทธิพลของอังกฤษ
ในปี
ค.ศ1818 เซอร์ แสตมฟอร์ด แรฟเฟิล
ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอังกฤษให้เป็นผู้ว่าการอาณานิคมของอังกฤษในเบนคู เลน
แต่เนื่องจากบริเวณนี้ฮอลันดาผูกขาดทางการค้าอยู่
เซอร์แรฟเฟิลจึงคิดหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้งสถานีการค้าแห่งใหม่และ
เพื่อคานอำนาจของฮอลันดา เขาได้ออกสำรวจและเดินทางถึงสิงคโปร์ในวันที่ 29 มกราคม 1819 เซอร์แรฟเฟิลพบว่าสิงคโปร์มีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมจะเป็นศูนย์กลางการค้าของอังกฤษในภูมิภาคนี้
ขณะนั้นเกาะสิงคโปร์เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ
ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำสิงคโปร์ และเป็นส่วนหนึ่งของยะโฮร์ เซอร์แรฟเฟิลเจรจากับสุลต่าน
อับดุล ราห์มาน มอสแซน (Sultan Abdul Raman Mauzzan, 1812-1819) แห่งยะโฮร์เพื่อจัดตั้งสถานีการค้าบนเกาะสิงคโปร์ แต่ถูกปฏิเสธ
ทั้งนี้เพราะยะโฮร์อยู่ภายใต้อำนาจของฮอลันดาและบูกิส
ต่อมาอังกฤษได้สืบทราบว่าการที่สุลต่าน อับดุล ราห์มาน มอสแซน ได้ครองราชย์เป็นเพราะพระเชษฐา
ตนกูฮุสเซน ชาห์ หรือ ตนกูลอง (Tengku Hussein Shah หรือ Tengku
Long) ซึ่งมีสิทธิ์ในการครอบครองราชย์ไม่ประทับอยู่ที่ยะโฮร์ในขณะที่อดีตสุลต่านสวรรคต
จึงเสียสิทธิ์ในการครองบัลลังก์ เซอร์แรฟเฟิลจึงได้สมคบกับตนกูฮุสเซน ชาห์
ซึ่งถูกเนรเทศไปอยู่ที่รีเยาให้กลับมาเป็นสุลต่านแห่งยะโฮร์
ช่วยให้อังกฤษสามารถครอบครองสิงคโปร์ โดยในวันที่ 6 กุมภาพันธ์
1819 เซอร์แรฟเฟิล โดยบริษัทอินเดียตะวันออก
และสุลต่านฮุสเซน ซาห์ (Sulantan Hussein Shah, 1819 - 1835) ได้ลงนามอย่างเป็นทางการเพื่อขอใช้เกาะสิงคโปร์ เมื่ออังกฤษได้จัดตั้งอาณานิคมช่องแคบซึ่งประกอบด้วย
ปีนัง ดินดิงส์ มะละกา และสิงคโปร์
ได้กำหนดให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองของอาณานิคมช่องแคบ
2. ความเสื่อมของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา
การแข่งขันทางด้านการค้าในยุโรป การขยายการค้าเกินกำลัง V.O.C.
ขยายตัวทางการค้าเข้าไปใน จีน ญี่ปุ่น อินเดีย
ทำให้มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การค้าในจีนขาดทุ่น
ประกอบกับสินค้าเครื่องเทศลดความนิยมลง ความต้องการสิ่งทอ จากอินเดีย และ
ใบชาจากจีนเพิ่มขึ้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชชนิดใหม่เช่นชา กาแฟ
แทนการปลูกเครื่องเทศในหมู่เกาะชวา ตั่งแต่บันทัมถึงมาธะรัม
จำกัดการเพาะปลูกเครื่องเทศให้น้อยลง คือ ให้ปลูกได้ครอบครัวละไม่เกิน ๕ ต้น
ใครปลูกมากจะถูกจำคุก (ศิวพร ชัยประสิทธิกุล, ผศ., ๒๕๓๐ : ๘๐) แต่ก็ไม่สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้
การผูกขาดการค้า ดัชไม่คำนึงถึงผลประโยชน์
ไม่สนใจสวัสดิการของชาวพื้นเมือง เอารัดเอาเปรียบชาวพื้นเมือง
ให้ค่าจ้างแรงงานพื้นเมืองถูก ให้ราคาสินค้าต่ำ
ขายสิ้นค้าอุปโภคบริโภคให้ชาวพื้นเมืองแพงการผูกขาดทางการค้าไม่ได้ผลเท่า ที่ควรเนื่องจากมีอังกฤษและพ่อค้าชาวอาหรับเป็นคู่แข่ง
อังกฤษและฝรั่งเศสหันมาส่งเสริมคนพื้นเมืองในอาณานิคมของตน
เพาะปลุกค้าขายแข่งกับฮอลันดา ทำให้รายได้ของฮอลันดาลดลง
ผลจากควบคุมการผลิตไม่ให้ผลผลิตมากเกินไป สิ้นค้าเครื่องเทศลดความนิยมลง
การผลิตต้องถูกควบคุมโดย V.O.C. กดราคาสินค้าให้ต่ำ
คนพื้นเมืองไม่พอใจต่อการบังคับการเพาะปลูก ต้องทำงานหนัก
ไม่มีเสรีภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จึงเกิดการก่อกบฏ อีกทั้งเกิดปัญหาโจรสลัด
และการลักลอบขายสินค้า ดัชต้องเสียเงินอย่างมากในการปราบปราม
เกิดปัญหาทุจริตในแวดวงราชการ
ข้าราชการได้เงินเดือนน้อยจึงต้องมีการติดสินบน แอบค้าขาย หารายได้ส่วนตัว
และโกงบริษัทด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นซื้อสิ้นค้าจากคนพื้นเมืองถูก ๆ ทั้ง ๆ
ที่ดัชให้ราคาถูกอยู่แล้ว แต่กลับเบิกจากบริษัทแพงกว่าราคาซื้อ โกงตาชั่งน้ำหนัก
ฯลฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการปราบปราม
การมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น
จึงมีค่าใช่จ่ายมากขึ้นเนื่องจากการขยายดินแดนและควบคุมดินแดนต่าง ๆ
จ้างข้าราชการมากขึ้น มีการก่อกบฏหลายครั้ง รัฐเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงในยุโรป สงครามปฏิวัติอเมริกา และ การปฏิวัติฝรั่งเศส
ทำให้เศรษฐกิจยุโรปชะงักงัน V.O.C. เสียผลประโยชน์ทางการค้า
การจ่ายเงินคืนกำไรให้หุ้นส่วนมาก ทั้งที่บริษัทใกล้จะขาดทุน
เพราะกลัวหุ้นส่วนถอนหุ้น
ในที่สุด บริษัท V.O.C. ต้องล้มละลายลงในวันที่ ๓๑
ธันวาคม ค.ศ. ๑๗๙๙ รัฐบาลฮอลันดาต้องเข้ามารับภาระในการชำระหนี้สิน
มีการส่งข้าหลวงใหญ่เข้ามาปกครองอาณานิคม ทำการปฏิรูปการปกครองใหม่
3.
การเกิดสงคราม นโปเลียนในยุโรป ค.ศ. 1811 –
1816
ฮอลันดาต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส
อังกฤษจึงต้องเข้ามาดูแลชวา และ หมู่เกาะเครื่องเทศชั่วคราว ภายใต้การปกครองของบริษัทอินเดียตะวันของอังกฤษ ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๑๑ –
๑๘๑๖ เมื่อปี พ.ศ.
๒๓๓๘ (ค.ศ. ๑๗๙๕) กองทัพปฏิวัติฝรั่งเศสนําโดยพระเจ๎านโปเลียนที่ ๑ ได๎กรีฑาทัพเข๎ายึดครองเนเธอรแลนด และในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ (ค.ศ. ๑๘๑๐) เนเธอรแลนดก็ได๎ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิฝรั่งเศส
ต่อมาเมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเสื่อมอํานาจลงเนเธอร์แลนด์จึงได้รับเอกราชคืนมาอีกครั้งในปี
พ.ศ. ๒๓๕๗ (ค.ศ. ๑๘๑๔)
โดยมีเบลเยียมเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอรแลนด อย่างไรก็ดี เนื่องจากความแตกต่างในทุก ๆ
ด้านระหว่างเนเธอรแลนดและเบลเยียม ประเทศทั้งสองจึงได้แยกออกจากกัน
4.
การถูกกีดขวางจากฝรั่งเศส
เช่น ในปี ค.ศ. ๑๖๘๕
ฟอลคอนไม่ยอมให้ชาวฮอลันดาสร้างสถานีการค้าเป็นตึกที่นครศรีธรรมราช
แต่ยอมให้สร้างด้วยไม้เป็นการชั่วคราว จากอุปสรรคประการต่างๆ
ที่ขัดขวางการค้าขายของฮอลันดา ทำให้ฮอลันดาค่อยๆ ถอนตัวทางการค้าในประเทศสยามตั้งแต่นั้นมา
การค้าของฮอลันดาก็เสื่อมโทรมลงตามลำดับ จนกระทั่งอยุธยาเสียแก่พม่าในปี
ค.ศ. ๑๗๖๗ เป็นเหตุให้การค้ากับชาวตะวันตกได้ยุติลงโดยสิ้นเชิง
การปฏิวัติอุตสาหกรรมความ
ยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจของฮอลันดาได้สิ้นสุดลงในระหว่างศตวรรษที่ ๑๘ ทั้งนี้
ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ อาจเป็นเพราะความก้าวหน้าที่ดําเนินมานั้นได้หยุดชะงักลง
หรือเสื่อมทรุดลง
แต่ว่าส่วนใหญ่คงเนื่องมาจากประเทศอื่นพัฒนารุดหน้าตามมาทันโดยเลียนแบบทาง
เทคนิคด้านต่างๆ แล้วในที่สุดก็เลิกซื้อสินค้า เลิกใช้บริการ
เลิกใช้เรือ หรือเงินทุนของฮอลันดา
จุดอ่อนอันสําคัญของฮอลันดาซึ่งไม่มีวัตถุดิบที่หาได้ภายในประเทศได้ทําให้
ฮอลันดาไม่สามารถที่จะดํารงฐานะเป็นผู้ผลิตสินค้าใดๆ ได้เป็นการถาวรตลอดไป
การที่ต้องอาศัยสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อแปรสภาพแล้วส่งออกไปจําหน่าย อีกนั้น
ทําให้ฐานะทางเศรษฐกิจของฮอลันดาไม่มั่นคงแน่นอนและตกอยู่ในฐานะลําบาก เมื่อประเทศที่เคยส่งวัตถุดิบให้
หรือที่เคยซื้อสินค้าจากฮอลันดากลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมมีฐานะเข้มแข็ง ขึ้น
หรือประเทศดังกล่าวกลายเป็นศัตรูทางการเมืองกับฮอลันดา
หนึ่ง ในด้านการต่อเรือและการเดินเรือ ประเทศอื่นก็มีความรู๎ความสามารถขึ้น และในด้านการเงินการธนาคาร ชาวฮอลันดาก็ไม่อาจทําการผูกขาดได้เช่นแต่ก่อน บุคคลที่เคยอาศัยชาวฮอลันดาเป็นคนกลาง ก็สามารถทําการติดต่อกันได้โดยตรง ในที่สุดฐานะของฮอลันดาที่เคยได้เปรียบชาติอื่นในด้านต่างๆ
ก็เริ่มลดลงและความได้เปรียบดังกล่าวก็เริ่มหลุดลอยไปทีละอย่างสองอย่าง อีกประการหนึ่ง ความผิดพลาดอย่างฉกรรจ์บางอย่างของฮอลันดา และการที่มีแนวความคิดหรือทรรศนะตายตัว
โดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนตนให้ทันต่อการเปลี่ยนผันของโลก
เป็นส่วนสำคัญทำให้อำนาจฮอลันดาเสื่อมลง
หนังสืออ้างอิง
ดี.อี.จี. ฮอลล์.
ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : สุวรรณภูมิ – อุษาคเนย์ภาคพิสดาร
เล่ม ๑ –
เล่ม ๒.
ในมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ.
ไม่ปรากฏสำนักพิมพ์. ๒๕๔๙.
ภูวดล ทรงประเสริฐ. อินโดนีเซีย :
อดีตและปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย. ๒๕๓๙.
ศิวพร ชัยประสิทธิกุล, ผศ. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีตถึงปัจจุบันโดยสังเขป.
พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ๒๕๕๐.
“_____________”. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังการเข้ามาของชาติตะวันตกถึงภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ๒๕๓๐.
สถานเอกอัคราชทูตอินโดนีเซีย.
อินโดนีเซียโดยสังเขป. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : สถาณเอกอัคราชทูต
อินโดนีเซีย, ๒๕๒๒.